เผยแพร่: 01 Mar 2025

การแข่งขันทางการตลาดออนไลน์สูงขึ้นทุกวัน นักการตลาดและนักโฆษณาออนไลน์จึงต้องมองหากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ เข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายและสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าภายใต้งบประมาณที่เท่าเดิม หนึ่งในกลยุทธ์โฆษณาที่เห็นผลจริงคือ “Retargeting” ซึ่งบางคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Retargeting มาบ้างแล้ว แต่ไม่รู้ว่า Retargeting คืออะไร Retargeting แตกต่างกับ Remarketing อย่างไร ADCHARIYA จะพาคุณไปคลายทุกข้อสงสัยและเจาะลึกถึงกลยุทธ์การทำ Retargeting ที่มีประสิทธิภาพผ่านบทความนี้ ซึ่งไม่ว่าคุณจะรันโฆษณาผ่าน Facebook Ads, Google Ads, YouTube Ads หรือ Instagram Ads ก็สามารถใช้ประโยชน์จากบทความนี้ได้ทั้งสิ้น แน่นอนว่าตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซเป็นของตัวเองด้วย แม้ว่าคุณจะมีการทำ SEO ร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม
Retargeting คือการทำโฆษณาออนไลน์ที่พุ่งเป้าไปที่คนที่เคยเข้ามาดูสินค้าในเว็บไซต์เราแล้ว แต่ยังไม่ได้ซื้อสินค้า โดยระบบจะติดตามพฤติกรรมผู้เข้าชมด้วย Pixel หรือ Cookie ว่าเขาดูสินค้าอะไร หรืออาจใส่สินค้าลงตะกร้าแล้วแต่ดันออกจากเว็บไซต์ไป จากนั้นเราจะยิงโฆษณาตามกลุ่มคนเหล่านี้ไปตาม Facebook, Google หรือ YouTube เพื่อกระตุ้นให้กลับมาซื้อสินค้า ซึ่งคุณอาจจะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาแล้วบ้าง เช่น คุณเคยเข้าไปดูเสื้อผ้าบนเว็บไซต์หนึ่ง อาจจะกดเข้าตะกร้าเอาไว้ก่อน แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า จากนั้นพอคุณเข้าไปเล่น Facebook คุณก็จะเจอโฆษณาของเสื้อผ้าเหล่านั้นตามคุณมา นี่คือตัวอย่างของการทำ Retargeting ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้ดีมากกว่าการยิงโฆษณา Facebook Ads แบบทั่ว ๆ ไป
Remarketing คือกลยุทธ์การตลาดที่มุ่งเน้นการติดต่อกลับไปยังกลุ่มลูกค้าเดิมที่เรามีฐานข้อมูลอยู่แล้ว อาทิ ลูกค้าเก่าที่เคยซื้อสินค้า หรือคนที่เคยกดรับสมัครข่าวสารทางอีเมล ซึ่งช่องทางหลักที่นิยมใช้ในการทำ Remarketing คืออีเมล (EDM หรือ Email Marketing) ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอสินค้าและบริการใหม่ การแจ้งโปรโมชันสุดคุ้ม หรือการแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับองค์กร ในขณะที่ Retargeting Ads คือการติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้งานเว็บไซต์แต่ยังไม่ได้ซื้อสินค้า ด้วยการใช้ Cookie หรือ Pixel ในการเก็บข้อมูล แล้วยิงโฆษณาออกไปตามแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่พวกเขาใช้งาน
สรุปง่าย ๆ คือ Remarketing เป็นการทำการตลาดกับคนที่เรามีข้อมูลติดต่ออยู่แล้ว ส่วน Retargeting เป็นการตามติดคนที่เพียงแค่แวะเข้ามาดูเว็บไซต์เราแล้วออกไป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันคำทั้งสองมักถูกใช้สลับกันไปมา แม้แต่ Google ยังเรียกเครื่องมือ Retargeting ของตัวเองว่า "Remarketing Tools" ซึ่งทั้งสองเทคนิคต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือการกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มจะซื้อสูง กลับมาซื้อสินค้าหรือบริการของเราให้ได้นั่นเอง
หลังจากที่เรารู้แล้วว่า Retargeting คืออะไร ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจต่อคือทำไมธุรกิจต่าง ๆ ถึงลงทุนทำการตลาดแบบนี้ การทำ Retargeting ไม่ได้มีแค่ข้อดีเรื่องการเพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์อีกหลายด้านที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ
จากสถิติพบว่ามีแค่ 2% ของคนที่เข้าเว็บไซต์ครั้งแรกจะตัดสินใจซื้อสินค้าทันที Retargeting ช่วยให้คุณได้เข้าถึงอีก 98% ที่เหลือที่เคยสนใจสินค้าแต่ยังไม่พร้อมซื้อ ด้วยการแสดงโฆษณาไปยังคนกลุ่มนี้บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้พวกเขากลับมาที่เว็บไซต์และตัดสินใจซื้อในที่สุด
การที่ผู้บริโภคเห็นแบรนด์ของคุณซ้ำ ๆ ผ่านโฆษณา Facebook Ads, Google Ads หรือเว็บไซต์อื่น ๆ ทำให้พวกเขาจดจำแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องการสินค้าประเภทนั้น แบรนด์คุณก็จะเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่พวกเขานึกถึง
หลายคนเลือกสินค้าลงตะกร้าแล้วเผลอออกจากเว็บไซต์ไปโดยยังไม่ได้จ่ายเงิน Retargeting ช่วยเตือนให้พวกเขากลับมาดูสินค้าที่เคยสนใจอีกครั้ง บางครั้งอาจมีส่วนลดพิเศษเพื่อกระตุ้นให้พวกเขาตัดสินใจซื้อเร็วขึ้นด้วย
Retargeting ไม่ได้ช่วยแค่หาลูกค้าใหม่ แต่ยังช่วยทำให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำหรือซื้อสินค้าอื่นของคุณเพิ่ม ด้วยการแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องหรือเสริมกัน ทำให้ยอดขายจากลูกค้าแต่ละคนเพิ่มขึ้น
การทำ Retargeting ใช้งบน้อยกว่าการโฆษณาทั่วไปแต่ได้ผลมากกว่า เพราะคุณโฆษณากับคนที่เคยสนใจสินค้าของคุณแล้ว ทำให้อัตราการคลิก (CTR) และการซื้อสูงกว่าการโฆษณากับคนทั่วไปที่อาจไม่ได้สนใจสินค้าคุณเลย
คุณสามารถตั้งค่า Retargeting ให้แสดงโฆษณากับคนที่เข้าดูทั้งเว็บคุณและเว็บคู่แข่ง ทำให้คุณมีโอกาสดึงลูกค้าที่กำลังเปรียบเทียบสินค้าอยู่ด้วยข้อเสนอที่ดีกว่า
ทำ Retargeting ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย 4 กลยุทธ์จากหลักการ 4 RIGHTS
การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและแบ่งกลุ่มให้ละเอียดเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ใช่แค่ยิงโฆษณาไปหาทุกคนที่เคยเข้าเว็บเรา คุณควรแบ่งกลุ่มตามพฤติกรรมการเข้าชม เช่น คนที่ดูสินค้าแต่ยังไม่ซื้อ คนที่ใส่ตะกร้าแล้วไม่จ่ายเงิน หรือแม้แต่แบ่งตามหน้าเว็บที่พวกเขาเข้าชม รวมถึงการแบ่งตามความสนใจและปัญหาที่พวกเขากำลังพบเจอด้วย
ทำความเข้าใจว่าลูกค้าแต่ละคนอยู่ในขั้นตอนไหนของ Customer Journey โดยแต่ละขั้นตอนต้องการการสื่อสารที่แตกต่างกัน เช่น คนที่เพิ่งรู้จักแบรนด์ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ขณะที่คนที่กำลังตัดสินใจอาจต้องการโปรโมชันหรือความคิดเห็นจากลูกค้าคนอื่น (รีวิว)
เนื้อหาที่แสดงในโฆษณาต้องเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายและขั้นตอนที่พวกเขาอยู่ อย่าส่งข้อความเดิมซ้ำ ๆ ไปหาทุกคน แต่ควรปรับเนื้อหาให้ตรงกับสิ่งที่พวกเขาเคยดู เช่น ถ้าเขาดูสินค้า A ก็ควรแสดงโฆษณาสินค้า A ไม่ใช่สินค้า B ที่ไม่เกี่ยวข้อง
เลือกแสดงโฆษณาในช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายใช้งานบ่อย ไม่ว่าจะเป็น Google, Facebook, Instagram หรืออีเมล โดยแต่ละช่องทางควรมีการปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค
Retargeting คือเทคนิคการตลาดที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย โดยแสดงโฆษณาตามรอยผู้ที่เคยสนใจสินค้าแต่ยังไม่ซื้อ ต่างจาก Remarketing ที่มักใช้ฐานข้อมูลลูกค้าเก่าและส่งโฆษณาผ่านอีเมลหรือช่องทางที่มีข้อมูลติดต่อ เพื่อไม่ให้ลูกค้ารำคาญ ควรตั้งค่า Frequency Caps ให้เหมาะสม สร้างโฆษณาที่หลากหลายไม่ซ้ำซาก และต้องติด Conversion Tags เพื่อหยุดโฆษณาเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าแล้ว นอกจากนี้ อย่าลืมบาลานซ์ระหว่างการทำ Retargeting กับการหาลูกค้าใหม่ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของธุรกิจด้วย


ให้ “แอดฉริยะ” เป็นบริษัททำการตลาดออนไลน์ที่ดันผลประกอบการ
ของคุณให้ไกลกว่าเดิม ติดต่อเราได้เลยวันนี้